วันพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย
๑๘ สิงหาคมของทุกปี
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย
เนื่องในพุทธศักราช ๒๕๔๗ เป็นมหามงคลสมัยครบ ๒๐๐ ปี แห่งการพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระ-จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถปรับปรุงสยามประเทศให้เจริญทัดเทียมนานา อารยประเทศ ทรงนำบ้านเมืองให้พ้นภยันตรายจากลัทธิจักรวรรดินิยม ทรงรับเอาศิลปะวิทยาการและความคิดสมัยใหม่มาประยุกต์ เช่น การใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์กับงานด้านดาราศาสตร์ และองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลกด้วยพระราชกรณียกิจ และพระเกียรติคุณนานัปการ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ กับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี หรือเจ้าฟ้าบุญรอด พระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎสมมติเทวาวงศ์ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๓๔๗ ได้ทรงรับสิริราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๙๔ ขณะมีพระชนมายุ ๔๖ ปี ๕ เดือน กับ ๑๖ วันและเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑ เป็นระยะเวลาครองราชสมบัติ ๑๗ ปี ๕ เดือน ๒๙ วัน สิริรวมพระชนมายุได้ ๖๓ ปี ๑๑ เดือน กับ ๑๔ วัน หรือคำนวณทางจันทรคติได้ ๖๔ พรรษาบริบูรณ์
เมื่อมีพระชนมายุ ๒๐ พรรษา ก็ได้ทรงพระผนวชเป็นพระภิกษุตามโบราณราชประเพณี แต่เมื่อทรงพระผนวชได้ไม่กี่วัน พระราชบิดาคือรัชกาลที่ ๒ สวรรคตอย่างไม่มีใครคาดฝัน และมิได้ตรัสมอบราชสมบัติให้แก่ผู้ใด ถ้าว่าตามหลักการแล้วพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นสมเด็จเจ้าฟ้า เป็นพระราชโอรสที่ทรงอิสริยศักดิ์สูงสุดควรจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบราช สมบัติ แต่ที่ประชุมเจ้านายข้าราชการผู้ใหญ่มีความเห็นว่า พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ มีพระปรีชาสามารถเป็นที่เคารพยำเกรงของคนทั่วไป ประกอบกับบ้านเมืองก็ยังมีภัยคุกคามจากภายนอก จึงเห็นสมควรถวายราชสมบัติแก่ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๓ สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎจึงทรงดำรงอยู่ในสมณเพศตลอดรัชกาลที่ ๓ เป็นเวลา ๒๗ ปี
ในระยะเวลานั้นทรงศึกษาหาความรู้ด้านพระศาสนาได้อย่างลึกซึ้ง ทรงเห็นว่าพระภิกษุสงฆ์ สมัยนั้นส่วนใหญ่ยังประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย จึงทรงกวดขันพระภิกษุที่ใกล้ชิด พระองค์ให้ปฏิบัติเคร่งครัดในพระวินัยของพระพุทธเจ้า และมีผู้เห็นด้วยปฏิบัติตามมากขึ้น ตามลำดับจนเป็นหมู่คณะที่เรียกว่า คณะธรรมยุต พร้อมกันนั้นก็ทรงสนับสนุนการศึกษาของคณะสงฆ์ และปรับปรุงการเผยแผ่คำสั่งสอนให้ทันสมัย เหตุนี้เองทำให้ทรงสนพระทัยวิชาคณิตศาสตร์และวิชาดาราศาสตร์ในตำรา โหราศาสตร์ของไทยที่จะบอกวันเดือนปีที่ถูกต้องตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าทรงแนะนำให้พระภิกษุได้เรียนรู้ไว้เพื่อตอบประชาชนได้ถูก
ในที่สุดได้ทรงคิดค้นวิธีคำนวณปักข์ (คือครึ่งเดือนทางจันทรคติ) โดยอาศัยหลักตำราสารัมภ์ของมอญ เพื่อประโยชน์ในการกำหนดวันธรรมสวนะคือวันพระ ให้ถูกต้องตามการโคจรของดวงจันทร์ ที่เรียกว่า ปฏิทินปักขคณนา ยิ่งกว่านั้น ได้ทรงคิดสูตรสำเร็จในการคำนวณปักข์ออกมาในรูปกระดานไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้ามี เครื่องหมายเรียงเป็นแถว ๑๐ แถว แต่ละแถวมีจำนวนต่างกันแล้วมีเครื่องหมายแทนดวงดาว ๕ ดวง เดินเคลื่อนไหวเหนือแถวเหล่านั้นคล้ายกับเดินตัวหมากรุก ก็จะได้วันพระที่ถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณ เรียกว่ากระดานปักขคณนา
|
ที่คณะธรรมยุตยังคงใช้อยู่ในทุกวันนี้
ผู้เขียนสันนิษฐานว่านี่คงเป็นจุดประกายให้ทรงเริ่มสนพระทัยในวิชาดารา
ศาสตร์ อันทำให้เกิด “วันวิทยาศาสตร์ไทย”
และพระองค์ได้รับการถวายพระเกียรติว่าเป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” |
|
เรื่องการกำหนดวันวิทยาศาสตร์แห่งชาตินั้น
ทางสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านดาราศาสตร์
ได้คิดกันมาหลายปีแล้วว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ได้ทรงคำนวณล่วงหน้ามาถึง ๒ ปีแล้วว่า วันที่ ๑๘
สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑ จะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงใน
ประเทศไทย และจะเห็นชัดเจนที่สุดที่หมู่บ้านหัววาฬ ตำบลหว้ากอ
แขวงเมืองประจวบคีรีขันธ์ จึงเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรที่นั่น
พร้อมกับเจ้าเมืองสิงคโปร์และนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส หลายคน
เหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่ทรงพยากรณ์ทุกประการ
ไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่วินาทีเดียว
จึงน่าจะถื่อว่าวันนี้ควรเป็นวันวิทยาศาสตร์ของไทย
ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน พุทธศักราช
๒๕๒๕เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น
พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พร้อมกับกำหนดให้วันที่ ๑๘
สิงหาคมของทุกปีเป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ |
เรามีเอกสารของชาวต่างประเทศที่เคยติดต่อสัมพันธ์กับพระองค์ ท่าน แล้วเขาบันทึกอะไรไว้เกี่ยวกับพระองค์ท่าน เช่น บันทึกของ ดร.เรโนลด์ เฮาส์ เป็นศัลยแพทย์ที่คนไทยรู้จักในนามหมอเหา ได้เดินทางเข้ามาเป็นมิชชันนารีอเมริกันเมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๐ เล่าเรื่องเมื่อครั้งไปเฝ้าเจ้าฟ้าพระภิกษุที่วัดบวรนิเวศวิหารไว้แปลเป็น ไทยได้ว่า
“ข้าพเจ้าได้เหลียวมองไปรอบๆ ห้อง แลเห็นพระคัมภีร์ไบเบิลของสมาคม เอ.บี. และพจนานุกรมเวบสเตอร์ตั้งอยู่เคียงกันบนชั้นที่โต๊ะเขียนหนังสือ นอกจากนี้ยังมีตารางดาราศาสตร์และการเดินเรือวางอยู่ด้วย ส่วนข้างบนอีกโต๊ะหนึ่งมีแผนผังอุปราคาที่จะเกิดขึ้นครั้งต่อไปมีรายการ คำนวณเขียนไว้ด้วยดินสอ นอกจากนี้ยังมีแบบลอกแผนที่ของนายชานด์เลอร์วางอยู่ด้วย...”
|
นอกจากวิชาดาราศาสตร์แล้ว
พระองค์ท่านยังสนพระราชหฤทัยตำราภาษาอังกฤษวิชาอื่นๆ ด้วย เช่น
วิชารัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์โบราณคดี
ส่วนพวกตำราและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ต่างๆ นั้น
เมื่อเสวยราชสมบัติแล้วก็มีเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยทรงสั่งซื้อมาบ้าง
ได้รับถวายเป็นราชบรรณาการบ้างยังมีปรากฏอยู่หลายอย่างที่น่าสนใจมากคือโต๊ะ
ทรงคำนวณเป็นโต๊ะไม้สักกว้าง ๘๐ เซนติเมตร ยาว ๙๐ เซนติเมตร สูง ๗๕
เซนติเมตร มีลิ้นชัก ๒ ตัว ด้านบนของโต๊ะมีบานเปิด
พื้นด้านในของบานเปิดนี้เป็นกระดานชนวนอันเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ทรงใช้เขียน
คำนวณทางดาราศาสตร์ต่อไปก็เป็นกล้องโทรทัศน์ประเภทหักเหแสงมีกำลังขยายสูง
สุด ๑๘๐ เท่า แล้วก็มีแผนที่ดาวบอกตำแหน่งของดาวณ ละติจูด ๓๕ องศาใต้
ทำด้วยกระดาษหนา ๒ แผ่น หนังสือดาราศาสตร์ที่ทรงศึกษา ๕ เล่ม
อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์สำคัญมากอีกชิ้น คือ |
|
เซกส์แทนต์เป็นเครื่องมือวัดมุมในวิชาดาราศาสตร์การ
เดินเรือทรงใช้กล้องเซกส์แทนต์นี้วัดเส้นรุ้งเส้นแวงของที่ตั้งค่ายหลวงหว้า
กอ และทรงตรวจสอบเวลา ณ สถานที่แห่งนั้น
เมื่อครั้งเสด็จไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง วันที่ ๑๘ สิงหาคม
พุทธศักราช ๒๔๑๑
นอกจากนั้นยังมีลายพระหัตถ์ทรงพิจารณาเกี่ยวกับวันขึ้นต้นของปักษ์ต่างๆ
ตามปฏิทินจันทรคติของไทยพร้อมกับกระดานปักขคณนา
เป็นสูตรสำเร็จในการหาวันธรรมสวนะที่ถูกต้องกับการโคจรของดวงจันทร์ |
|
ความสนพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเห็นได้ชัดเจน
ประการหนึ่งคือ
ในพระราชฐานของพระองค์ทั้งที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดจะมีหอดูดาวอยู่
ด้วยเสมอ เช่น หอชัชวาลเวียงไชย ที่พระราชวังพระนครคีรี บนเขาวัง จังหวัดเพชรบุรี สร้างเป็นรูปกลมคล้ายกระโจมไฟ มีบันไดเวียนภายในขึ้นข้างบน หลังคาทำเป็นรูปโดมมุงด้วยกระจกโค้งภายในโดมห้อยโคมไฟกลางคืนจุดโคมแล้วก็จะ เป็นประภาคารที่หมายนำเรือเข้าอ่าวบ้านแหลม ชาวบ้านเรียกว่ากระโจมแก้วเป็นประโยชน์แก่ชาวเรือมาก ความจริงหอชัชวาลเวียงไชยนี้มีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์วิชาดาราศาสตร์ ของไทยเพราะมีลักษณะเป็นหอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ด้วยพระราชประสงค์จะให้ เป็นสถานที่สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ในการรักษาเวลามาตรฐานของประเทศไทยต่อ ไป ดังนั้นหอนี้จึงเป็นอนุสรณ์แห่งสัมฤทธิผลในทางวิทยาศาสตร์เรื่อง ระบบเวลา ตามที่พระองค์ทรงสถาปนาเส้นแวงที่ ๑๐๐ องศาตะวันออกผ่านใกล้พระนครคีรีขึ้นใช้เป็นเส้นแวงหลักของระบบเวลามาตรฐาน ของประเทศไทยขณะนั้น |
ระบบเวลามาตรฐานนั้นสำคัญมาก
เพราะเป็นรากฐานอย่างหนึ่งของวิชาวิทยาศาสตร์คือการดำเนินงานทางวิทยาศาสตร์
นั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยพื้นฐาน ๓ อย่าง คือระยะทาง(แอล) มวลสาร (เอม)
และเวลา (ที) ในสองหน่วยแรกนั้น
ทุกชาติสามารถจะให้คำจำกัดความได้ตามที่ตนต้องการไม่ว่าจะพิจารณาจากประเพณี
นิยมหรือจากหลักการทางวิทยาการแผนใหม่ แต่สำหรับหน่วยที่สามคือเวลานั้น
ทุกชาติเห็นพ้องต้องกันว่า
ควรใช้หน่วยของวินาทีโดยถือเอาอัตราเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของดวง
อาทิตย์ในรอบปีเป็นหลักพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงสถาปนาระบบเวลามาตรฐานขึ้นในประเทศไทย เมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๕
โดยสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนยขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เป็นหอสูง ๕
ชั้นยอดบนสุดติดนาฬิกาใหญ่ ๔ ด้าน
ใช้เป็นหอนาฬิกาหลวงบอกเวลามาตรฐานของประเทศไทย สมัยนั้น
โดยมีเจ้าพนักงานตำแหน่งพันทิวาทิตย์ เทียบเวลาตอนกลางวันจากดวงอาทิตย์
และพันพินิตจันทรา เทียบเวลาตอนกลางคืนจากดวงจันทร์
จึงถือได้ว่าเป็นพนักงานทางวิทยาศาสตร์ของไทยรุ่นแรก
หอนาฬิกาดังกล่าวได้จำลองมาสร้างที่หน้าวัดรพระเชตุพนในโอกาสฉลองกรุงเทพมหา
นคร ๒๐๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๒๕
ที่น่าอัศจรรย์ในพระอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์
ของพระองค์ท่านคือ
รัฐสภาอังกฤษได้ผ่านกฎหมายเวลามาตฐานของอังกฤษในคริสต์ศักราช ๑๘๘๐
และที่ประชุมนักดาราศาสตร์ในกรุงวอชิงตันได้ตกลงให้เส้นเมอริเดียนที่ผ่าน
เมืองกรีนิช ประเทศอังกฤษ เป็นเมอริเดียนหลักในการเทียบเวลาของโลก
แต่พระองค์ท่านทรงสถาปนาระบบเวลามาตรฐานของไทยในคริสต์ศักราช ๑๘๕๓
ก่อนประเทศอังกฤษถึง ๒๗ ปี และทรงใช้เวลามาตรฐานของพระองค์
เป็นหลักในการทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาที่ตำบลหว้ากอได้อย่างถูกต้องทั้ง
ในลักษณะของการเกิด เวลาที่จะเกิด และตำบลที่จะสังเกตส่วนพระราชกรณียกิจอื่นๆ ที่เป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ นอกเหนือไปจากการที่ทรงรักษาเอกราชของชาติพ้นจากภัยของลัทธิล่าอาณานิคมมา ได้ด้วยการดำเนินนโยบายทางการทูตอย่างสุขุมรอบคอบ ยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนน้อยเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไว้ได้แล้ว
กล่าวโดยสรุปแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับความรู้และเทคโนโลยีของตะวันตกเข้ามาใช้ในการบริหารประเทศอย่างระมัด ระวัง และดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพของบ้านเมืองในรัชสมัยทรงจ้างผู้เชี่ยวชาญชาว ยุโรปมาสำรวจทำแผนที่ชายแดนพระราชอาณาเขตมาเป็นครูฝึกหัดทหารแบบใหม่มีการ ต่อเรือกลไฟสีข้าวด้วยเครื่องจักรเปิดการค้าเสรี และส่งเสริมการลงทุนการนำวิชาการทันสมัยของชาวต่างประเทศมาใช้ บ้านเมืองจึงเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ในรัชกาลนี้ ดังนั้นจึงเป็นการสมควรที่ชาวไทยจักสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและดำเนินตามรอย พระยุคลบาทช่วยกันสร้างความเจริญมั่นคงให้แก่ประเทศชาติอันเป็นที่รักของเรา ทุกคนสืบไป
ที่มา : สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี






0 comments:
Post a Comment