อุปสงค์ (Demand)
กฎของอุปสงค์บอกไว้ว่า สินค้าจะถูกซื้อมากกว่าถ้ามีราคาต่ำ และถูกซื้อน้อยกว่าถ้าราคาสูง “หากกำหนดให้สิ่งอื่นๆมีค่าคงที่” (Ceteris Paribus) แต่ทั้งหมดนี้มันหลายความว่าอะไร
พูดอย่างง่ายๆ “กฎของอุปสงค์” (Law of Demand) นั้นอธิบายว่า “ราคา” (Price) และ “ปริมาณของอุปสงค์” (Quantity demanded) นั้นมีความสัมพันธ์แบบแปรผกผันกันค่ะ
หากราคาสูงขึ้นความต้องการก็ลดลง เมื่อราคาต่ำคนจะอยากซื้อกันมาก
แต่ถ้าราคาสูงคนก็ไม่ค่อยอยากซื้อกัน
แล้วตรงส่วนสุดท้ายที่เป็นภาษาละตินว่า “Ceteris Paribus” มันคืออะไรล่ะ วลีนั้นแปลออกมาได้ว่า “หากกำหนดให้สิ่งอื่นๆมีค่าคงที่” ค่ะ นั่นก็คือ กฎของอุปสงค์ อธิบายได้ว่า “ราคาและปริมาณของอุปสงค์จะมีความสัมพันธ์แบบแปรผกผัน ตราบใดที่ปัจจัยอื่นไม่ได้เปลี่ยนแปลง”
ลอง
มองอย่างนี้นะคะ ถ้าตัวคุณเองเป็นผู้บริโภค
ปัจจัยอะไรบ้างที่จะส่งผลให้คุณอยากหรือไม่อยากซื้อสินค้าหรือบริการอะไร
อย่างหนึ่ง แน่นอน ราคาเป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องส่งผลต่อการตัดสินใจของคุณแน่
แต่มีอะไรอีกบ้างล่ะคะ รายได้เหรอคะ แน่นอน “รายได้”
หรือถ้าจะพูดให้เจาะจงกว่าคือ “รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย” (Disposable Income) ของคุณจะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อและความสามารถในการซื้อของคุณแน่นอน สินค้านั้นเป็น “สินค้าฟุ่มเฟือย” (Luxury) หรือ “สินค้าที่จำเป็น” (Necessity) ก็ส่งผลแน่ค่ะ แล้ว “รสนิยม” (Taste) และ “ความชอบ” (Preference)
ส่วนตัวล่ะคะ
แน่นอนว่ารสนิยมของคุณต้องส่งผลต่อความอยากหรือไม่อยากซื้อแน่นอน
แต่อะไรเป็นปัจจัยกำหนดรสนิยมส่วนตัวของแต่ละคนล่ะ
รสนิยมของแต่ละคนนั้นสั่งสมกันมาตลอดชีวิตและยังสามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
ค่ะ แต่ปัจจัยใหญ่ๆที่กำหนดนั้นก็คือ อายุ เพศ ศาสนา
และสถานะทางสังคมของแต่ละคน แล้วอะไรอีกที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของคุณ
สภาพอากาศล่ะคะ การคาดการณ์อนาคตล่ะ
จริงๆแล้วมันมีปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อกี่ข้อกันแน่
จริงๆ
แล้วปัจจัยพวกนี้มีเยอะมากจนนับไม่ถ้วนเลยค่ะ
และฉันเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบคิดถึงจำนวนที่มากจนไม่มีที่สิ้นสุด
ถ้าฉันจะทำรูปแบบของสิ่งที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อขึ้นมา
ฉันจะเพ่งความสนใจลงไปให้เหลือปัจจัยแค่สองข้อเท่านั้น
แล้วปัจจัยสองข้อนั้นคืออะไรเหรอคะ ลองคิดกลับไปที่ “กฎของอุปสงค์” สิคะ
เราเพ่งความสนใจไปที่ “ปริมาณความต้องการซื้อสินค้า หรือ ปริมาณอุปสงค์” (Quantity demanded) และ “ราคา” (Price) เท่านั้น
“ปริมาณอุปสงค์”
ที่เป็นที่ต้องการจะมากน้อยเท่าไหร่นั้น
แน่นอนว่าจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งหลายทั้งปวงที่เราได้กล่าวมาแล้ว
เราเลยกล่าวได้ว่า “ปริมาณของอุปสงค์” นั้นเป็น “ฟังชั่น” ของ “ราคาสินค้า”
“ราคาสินค้าทดแทน” จะขึ้นอยู่กับรายได้ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ สภาพการเมือง
ทุกอย่างค่ะ
แต่ถ้าฉันต้องการเพ่งความสนใจไปที่ปัจจัยทางด้านปริมาณ
กับราคาเท่านั้น ฉันต้องทำยังไง ก็ จำประโยคที่ว่า
“กำหนดให้ปัจจัยอื่นไม่เปลี่ยนแปลง” ได้ไหมคะ มันมีเติมมาก็เพื่อจะบอกว่า
“เรารู้ว่าปัจจัยอื่นก็สำคัญเหมือนกัน แต่ตอนนี้
เราของสมมุติก่อนว่าสิ่งอื่นจะคงที่และไม่เปลี่ยนแปลง”
แล้วมันจะใช้ได้ยังไง
งั้นสมมุติว่าคุณกำลังคิดอยากซื้อบ้านซักหลัง
นะคะ คุณก็ต้องคิดถึงตัวแปรต่างๆเยอะแยะใช่ไหมคะ ทั้งรายได้ของคุณเอง
อัตราดอกเบี้ย ย่านไหนมีโรงเรียนและสาธารณูปโภคที่ดี
แล้วบ้านหลังที่จะซื้อนี่ซื้ออยู่ระยะสั้นหรือระยะยาว
สมมุติว่าคุณพิจารณาทุกอย่างทุกด้านแล้ว แล้วพบว่า ตอนนี้ราคาบ้านเขาขายกัน
ตารางฟุตละ 150 ดอลลาร์ หลังจากรู้ราคาบ้านและปัจจัยอื่นๆแล้ว คุณกำหนดว่า
คุณอยากซื้อบ้านที่มีพื้นที่ 1,500 ตารางฟุต
แล้วสมมุติว่าอยู่ๆ
ราคาบ้านในตลาดก็ตก เหลือแค่ 100 ดอลลาร์ต่อตารางฟุต
โดยที่ตัวแปรอื่นๆมันคงที่อยู่ (Ceteris Paribus) รายได้คุณก็เหมือนเดิม
อัตราดอกเบี้ยก็เหมือนเดิม สาธารณูปโภคในย่านเหมือนเดิม ทุกอย่างเหมือนเดิม
มีแต่ราคาต่อตารางฟุตเท่านั้นที่เปลี่ยนไป “กฎของอุปสงค์” บอกไว้ว่า
ตอนนี้คุณจะอยากซื้อบ้านที่มีเนื้อที่ใหญ่ขึ้นแล้ว ใช่ไหมคะ
อาจจะอยากซื้อสัก 2,000 ตารางฟุต
แล้วถ้าราคาตลาดสูงขึ้นเป็น 200
ดอลลาร์ต่อตารางฟุต โดยที่ตัวแปรอื่นๆคงที่
คุณอาจจะไม่อยากหรือไม่สามารถซื้อบ้านพื้นที่เท่าเดิมได้ ถ้าตารางฟุตละ 200
ดอลลาร์ คุณอาจจะซื้อได้แค่ 1,000 ตารางฟุตเท่านั้น
สุดท้ายแล้ว ถ้าคุณลองเอาสิ่งเหล่านี้มาวาดออกมาเป็นกราฟ คุณก็จะเห็นภาพ “ความสัมพันธ์แบบแปรผกผัน” (Inverse Relationship)
ที่ “กฎของอุปสงค์” อธิบายไว้ แน่นอนค่ะว่า
มันอาจมีราคาหลากหลายกว่าที่บอกไว้ในนี้ แต่ในเมื่อเราเห็นภาพรวมแล้ว
ราคาอื่นๆก็จะสามารถนำมาใส่ไว้ในรูปแบบนี้ได้เหมือนกัน
พอจะมองออกไหมคะว่าจุดพวกนี้ลากได้เป็นเส้นตรง เส้นตรงนี้เองค่ะที่เรียกว่า
“เส้นอุปสงค์” (Demand Curve)
| เรื่อง : | อุปสงค์ (Demand) |
|---|---|
| ชื่อเจ้าของคลิป : | mjmfoodie |
| URL : | http://www.youtube.com/watch?v=uXlZIn6W7Ew |






0 comments:
Post a Comment